แม้คำว่าการพนันจะถูกมองว่าเป็นประเด็นอ่อนไหวในสังคมไทย แต่ในอีกมุมหนึ่ง การพนันก็เป็นกิจกรรมที่มีอยู่จริงในชีวิตประจำวัน ทั้งในรูปแบบที่กฎหมายอนุญาต และในพื้นที่สีเทาหรือผิดกฎหมายที่รัฐควบคุมได้ยาก ความจริงข้อนี้ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่าประเทศไทยควรปฏิรูประบบการพนันอย่างไรเพื่อให้สอดคล้องกับความเป็นจริงทางเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี
ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา ประเทศไทยมีความพยายามปฏิรูปกฎหมายและนโยบายด้านการพนันหลายครั้งไม่ว่าจะเป็นแนวคิดการเปิดEntertainment Complex(ศูนย์รวมความบันเทิงที่มีคาสิโนอย่างถูกกฎหมาย) การปรับกฎหมายให้ทันสมัย หรือการจัดเก็บภาษีจากกิจกรรมที่มีอยู่แล้ว แต่หลายความพยายามกลับสะดุดหรือไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ด้วยเหตุผลทั้งด้านการเมือง ศีลธรรม และความกังวลต่อปัญหาสังคม
อย่างไรก็ตาม แม้ความพยายามเหล่านี้จะยังไม่สำเร็จเป็นรูปธรรมมากนัก แต่ก็ได้ทิ้ง“โอกาสเชิงบวก”เอาไว้หลายด้าน ทั้งการเปิดพื้นที่ให้สังคมถกเถียงอย่างตรงไปตรงมา การเก็บข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับพฤติกรรมการเล่นพนัน การออกแบบมาตรการป้องกันคนเปราะบาง และการมองเห็นศักยภาพด้านรายได้รัฐและการท่องเที่ยวในมิติใหม่ ๆ
ภาพรวมกฎหมายการพนันในไทย : ทำไม “ปัญหา” ถึงไม่เคยหายไป
การจะเข้าใจว่าทำไมการปฏิรูปถึงสะดุดซ้ำแล้วซ้ำเล่า จำเป็นต้องเริ่มจากการมองภาพรวมว่าโครงสร้างกฎหมายการพนันของไทยเป็นอย่างไรและมีข้อจำกัดอะไรบ้าง
โดยหลักแล้ว ประเทศไทยมีกฎหมายสำคัญคือพระราชบัญญัติการพนัน พ.ศ. 2478ซึ่งถูกออกแบบมาในยุคที่โครงสร้างเศรษฐกิจ และเทคโนโลยีแตกต่างจากปัจจุบันอย่างสิ้นเชิง ภายใต้กรอบนี้ การพนันส่วนใหญ่ถูกห้ามเหลือเพียงกิจกรรมที่รัฐอนุญาตเป็นกรณีพิเศษ เช่น
- สลากกินแบ่งรัฐบาล หรือหวยรัฐ
- การพนันม้าในสนามม้า ที่ได้รับอนุญาตเฉพาะบางแห่ง
แต่ในความเป็นจริง สังคมไทยยังคงมีการพนันรูปแบบอื่น ๆ อย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็น
- หวยใต้ดิน
- บ่อนเถื่อนในพื้นที่ต่าง ๆ
- การพนันออนไลน์ผ่านแพลตฟอร์มข้ามชาติ
ผลลัพธ์คือ เกิดช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่าง “กฎหมายบนกระดาษ” กับ “พฤติกรรมจริงของประชาชน” รายได้จำนวนมากไม่เข้าสู่ระบบภาษีการคุ้มครองผู้เล่นแทบไม่มีประสิทธิภาพ และรัฐเสียโอกาสในการออกแบบมาตรการป้องกันปัญหาติดพนันอย่างเป็นระบบ
เส้นทางความพยายามปฏิรูป : จากแนวคิดคาสิโนถูกกฎหมายสู่คณะกรรมาธิการศึกษา
ด้วยช่องว่างดังกล่าว ทำให้หลายรัฐบาลและหน่วยงานของรัฐเริ่มมองว่าการปฏิรูปการพนันอาจเป็นคำตอบหนึ่งในการจัดระเบียบ ลดปัญหาผิดกฎหมาย และสร้างรายได้ให้ประเทศอย่างโปร่งใส ในภาพรวม สามารถแบ่งความพยายามปฏิรูปออกได้เป็นหลายช่วงสำคัญ
1. แนวคิดเปิดคาสิโนและ Entertainment Complex
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา มีการพูดถึงแนวคิดการเปิดคาสิโนถูกกฎหมายและการจัดตั้งEntertainment Complexในหลายยุครัฐบาล โดยมักมีเหตุผลร่วมกันคือ
- ดึงรายได้จากคนไทยที่ไปเล่นในต่างประเทศให้กลับมาอยู่ในประเทศ
- เพิ่มจุดขายด้านการท่องเที่ยวให้ไทยแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านที่มีคาสิโนถูกกฎหมาย
- จัดเก็บภาษีอย่างเป็นระบบนำเงินมาพัฒนาสังคมและสวัสดิการ
อย่างไรก็ดี แนวคิดเหล่านี้มักเผชิญกับแรงต้านเชิงศีลธรรมและวัฒนธรรมมีความกังวลเรื่องอาชญากรรม การฟอกเงิน และปัญหาครอบครัว จึงทำให้หลายครั้ง แนวคิดถูกหยิบขึ้นมาศึกษา แต่ไม่สามารถเดินหน้าสู่ขั้นออกกฎหมายจริง
2. คณะกรรมาธิการศึกษาและรายงานข้อเสนอเชิงนโยบาย
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สภาผู้แทนราษฎรและหน่วยงานรัฐได้ตั้งคณะกรรมาธิการหรือคณะทำงานศึกษาเรื่องการพนันหลายชุด เพื่อรวบรวมข้อมูล ทำงานวิจัย และสำรวจรูปแบบการจัดการของต่างประเทศ รายงานเหล่านี้มักไปในทิศทางสำคัญ เช่น
- หากจะเปิดให้มีการพนันเพิ่ม ต้องมีระบบกำกับดูแลเข้มงวดและมาตรการคุ้มครองผู้เล่น
- ควรพิจารณาพื้นที่เฉพาะเช่น เขตเศรษฐกิจพิเศษ หรือเมืองท่องเที่ยว
- ส่วนหนึ่งของรายได้ควรถูกนำไปใช้เพื่อป้องกันและเยียวยาปัญหาติดพนันอย่างจริงจัง
แม้รายงานและข้อเสนอหลายฉบับจะมีความละเอียดและรอบด้าน แต่การผลักดันสู่การแก้กฎหมายหรือออกกฎหมายใหม่ยังเผชิญแรงต้าน และติดปัญหาทางการเมือง จนไม่สามารถปฏิรูปได้อย่างเต็มรูปแบบในทางปฏิบัติ
3. การถกเถียงเรื่องการพนันออนไลน์
อีกด้านหนึ่งคือการพนันออนไลน์ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในช่วงที่คนใช้สมาร์ตโฟนและอินเทอร์เน็ตมากขึ้น รัฐไทยพยายามใช้มาตรการด้านเทคโนโลยีและกฎหมาย เพื่อจำกัดการเข้าถึงและปราบปรามผู้ให้บริการที่ผิดกฎหมาย แต่ความท้าทายคือ แพลตฟอร์มจำนวนมากอยู่ต่างประเทศและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา
จากบริบทนี้ ทำให้หลายฝ่ายเริ่มตั้งคำถามว่าการห้ามอย่างเดียวเพียงพอหรือไม่หรือควรมีแนวทางกำกับดูแลที่ชัดเจน เป็นระบบ และโปร่งใสมากขึ้น แม้คำถามนี้จะยังไม่มีข้อสรุปที่ทุกฝ่ายยอมรับร่วมกัน แต่ก็เป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนให้เกิดการศึกษาเชิงลึกและถกเถียงเชิงนโยบายมากขึ้นกว่าเดิม
ทำไมความพยายามปฏิรูประบบการพนันจึง “ล้มคว่ำ” ซ้ำ ๆ
การที่ไทยยังไม่สามารถปฏิรูปการพนันได้เต็มรูปแบบ ไม่ได้หมายความว่าแนวคิดหรือข้อมูลไม่เพียงพอ แต่สะท้อนถึงข้อจำกัดหลายมิติที่ซับซ้อนและเชื่อมโยงกัน
1. ประเด็นศีลธรรมและภาพลักษณ์ทางการเมือง
ในสังคมไทย การพนันยังถูกมองว่าเป็นอบายมุขและถูกเชื่อมโยงกับภาพลักษณ์เชิงลบทางศีลธรรม นักการเมืองจำนวนไม่น้อยกังวลว่า การสนับสนุนการปฏิรูปอาจกระทบต่อความนิยมทางการเมืองหรือถูกโจมตีจากกลุ่มที่ไม่เห็นด้วย จึงทำให้หลายครั้ง แม้จะมีข้อมูลเชิงวิชาการสนับสนุน แต่การตัดสินใจเชิงนโยบายกลับดำเนินไปอย่างระมัดระวังหรือชะลอตัว
2. ความกังวลต่อปัญหาสังคมและครอบครัว
อีกหนึ่งประเด็นสำคัญคือ ความกลัวว่าจะเกิดปัญหาติดพนันอย่างรุนแรงหากเปิดเสรีมากเกินไป โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชนและครอบครัวรายได้น้อย ความกังวลนี้มีน้ำหนัก เพราะประสบการณ์จากหลายประเทศชี้ให้เห็นว่า หากไม่มีระบบกำกับดูแลที่ดี การพนันสามารถสร้างภาระต่อสุขภาพจิต หนี้สิน และความรุนแรงในครอบครัวได้
ผลคือ ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยมักเสนอทางเลือกที่“ห้ามไว้ก่อน”มากกว่าการออกแบบระบบกำกับดูแลเชิงรุก ทำให้การปฏิรูปที่ต้องการสร้างสมดุลระหว่างโอกาสทางเศรษฐกิจกับการคุ้มครองผู้เปราะบางเดินหน้าได้ยาก
3. โครงสร้างกฎหมายที่ล้าสมัยและซับซ้อน
กฎหมายเกี่ยวกับการพนันในไทยถูกออกแบบมาตั้งแต่หลายสิบปีก่อน เมื่อโลกยังไม่มีอินเทอร์เน็ต คาสิโนออนไลน์ หรือแพลตฟอร์มการชำระเงินดิจิทัล การจะอัปเดตกฎหมายทั้งระบบให้รองรับรูปแบบใหม่ ๆ จึงไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องเกี่ยวข้องกับหลายหน่วยงาน ทั้งด้านการเงิน ความมั่นคง เทคโนโลยีสารสนเทศ รวมถึงต่างประเทศ
การปฏิรูปจึงไม่ใช่แค่การ“เปิด” หรือ “ปิด” การพนันแต่ต้องสร้างสถาปัตยกรรมการกำกับดูแลใหม่ทั้งระบบซึ่งต้องใช้เวลา ทรัพยากร และฉันทามติทางการเมืองในระดับสูง
4. ผลประโยชน์ทับซ้อนและ “โครงสร้างเดิม” ที่ได้ประโยชน์
ในโลกความเป็นจริง ระบบการพนันที่ผิดกฎหมายหรืออยู่ในพื้นที่สีเทา ย่อมมีกลุ่มผลประโยชน์ที่ได้รับรายได้โดยไม่ต้องเสียภาษีอย่างเต็มเม็ดเต็มหน่วย การปฏิรูปให้กิจกรรมเหล่านี้เข้าสู่ระบบอย่างโปร่งใส ย่อมกระทบต่อรายได้ของกลุ่มที่เคยได้ประโยชน์แบบเดิม
จึงมีข้อกังวลว่าการผลักดันนโยบายอาจเจอแรงต้านที่มองไม่เห็นทำให้กระบวนการเปลี่ยนแปลงล่าช้า หรือสะดุดในขั้นตอนต่าง ๆ แม้ต่อสาธารณะจะดูเหมือนเป็นเพียง “การศึกษาเพิ่มเติม” หรือ “รอฉันทามติ” ก็ตาม
ด้านสว่างของความพยายามที่ยังไม่สำเร็จ : โอกาสเชิงบวกที่กำลังสะสมพลัง
แม้ความพยายามปฏิรูปการพนันในไทยจะยังไม่ให้ผลลัพธ์เป็นกฎหมายหรือโมเดลใหม่ที่ชัดเจน แต่ก็ไม่ใช่ความล้มเหลวโดยสิ้นเชิงในทางตรงกันข้าม กระบวนการเหล่านี้ได้สร้างฐานข้อมูล ประสบการณ์ และบทเรียนสำคัญที่จะช่วยให้การเปลี่ยนแปลงในอนาคตมีโอกาส“สำเร็จอย่างมีคุณภาพ”มากยิ่งขึ้น
1. สังคมไทยพูดเรื่องการพนันอย่างตรงไปตรงมามากขึ้น
อดีตที่ผ่านมา การพนันมักเป็นเรื่องที่พูดกันแบบหลบ ๆ ซ่อน ๆทั้งที่เป็นกิจกรรมที่คนจำนวนมากรู้จักและเกี่ยวข้องโดยตรง การมีคณะกรรมาธิการศึกษา รายงานวิจัย และเวทีสาธารณะเกี่ยวกับการพนัน ทำให้สังคมเริ่มมองเรื่องนี้แบบเป็นธรรมชาติและใช้เหตุผลมากขึ้นแทนที่จะมองในกรอบศีลธรรมหรืออคติฝ่ายเดียว
ผลลัพธ์ที่ตามมาคือ
- สามารถพูดถึงปัญหาติดพนันได้อย่างเปิดเผยและออกแบบมาตรการช่วยเหลือได้ตรงจุด
- เริ่มมีพื้นที่ให้พูดถึงการคุ้มครองผู้บริโภคและสิทธิของผู้เล่นในมุมมองที่เป็นระบบ
- การถกเถียงเชิงนโยบายมีข้อมูลและข้อเท็จจริงเป็นฐานมากขึ้น
2. เกิดงานวิจัยและข้อมูลเชิงลึกที่พร้อมต่อยอด
หนึ่งในผลลัพธ์เชิงบวกที่มักไม่ค่อยถูกพูดถึงคือ การที่มีข้อมูลเชิงลึกเกี่ยวกับพฤติกรรมการพนันของคนไทยเพิ่มขึ้น ไม่ว่าจะเป็น
- สัดส่วนคนเล่นพนันในกลุ่มอายุและอาชีพต่าง ๆ
- รูปแบบการพนันที่ได้รับความนิยม เช่น ลอตเตอรี่ หวยใต้ดิน หรือออนไลน์
- ความเชื่อมโยงระหว่างการพนัน หนี้สิน และปัญหาครอบครัว
ข้อมูลเหล่านี้เป็นทรัพยากรสำคัญที่จะช่วยให้รัฐสามารถออกแบบมาตรการทั้งด้านการป้องกัน(เช่น การให้ความรู้ การจำกัดการเข้าถึง) และการเยียวยา(เช่น บริการปรึกษา การฟื้นฟูคนติดพนัน) ได้อย่างตรงเป้าหมายมากขึ้นในอนาคต
3. สังคมเห็นภาพชัดขึ้นว่าการกำกับที่ดี “ดีกว่าการปล่อยให้ผิดกฎหมาย”
การที่ไทยยังคงเผชิญกับปัญหาบ่อนเถื่อน การพนันใต้ดิน และแพลตฟอร์มออนไลน์ผิดกฎหมายอย่างต่อเนื่อง ทำให้หลายฝ่ายเริ่มมองเห็นว่าการห้ามเพียงอย่างเดียวไม่ทำให้การพนันหายไปแต่กลับทำให้กิจกรรมนี้ย้ายไปอยู่ในเงามืด ซึ่งยากต่อการควบคุมและขาดการคุ้มครองผู้เล่น
เมื่อเปรียบเทียบกับหลายประเทศที่เลือกใช้โมเดลกำกับดูแลอย่างเข้มงวดแทนการห้ามแบบเบ็ดเสร็จ สังคมไทยเริ่มเห็นภาพชัดขึ้นว่า หากออกแบบระบบให้ดี การนำกิจกรรมที่มีอยู่แล้วเข้าสู่ความโปร่งใสอาจ
- ลดปัญหาอาชญากรรมและการฟอกเงินจากกิจกรรมผิดกฎหมาย
- เพิ่มรายได้รัฐเพื่อนำไปลงทุนด้านการศึกษา สาธารณสุข และสวัสดิการ
- สร้างมาตรการคุ้มครองผู้เล่นเช่น จำกัดอายุ วงเงิน และระบบติดตามความเสี่ยง
4. ไทยมีต้นแบบจากต่างประเทศให้ศึกษาอย่างเป็นระบบ
ในช่วงที่มีการศึกษาการปฏิรูปการพนัน คณะทำงานของไทยได้มองไปยังโมเดลของต่างประเทศหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็นประเทศที่เปิดคาสิโนอย่างถูกกฎหมาย พร้อมมาตรการกำกับเข้มงวด หรือประเทศที่ควบคุมการพนันออนไลน์อย่างเป็นระบบ
บทเรียนจากต่างประเทศช่วยให้ไทยสามารถ
- เห็นตัวอย่างความสำเร็จเช่น การใช้รายได้จากภาษีการพนันพัฒนาสาธารณูปโภคและสวัสดิการ
- เห็นตัวอย่างข้อผิดพลาดที่ควรหลีกเลี่ยง เช่น การเปิดเสรีเร็วเกินไปโดยไร้มาตรการป้องกันคนติดพนัน
- มีกรอบแนวคิดและมาตรฐานสากลเพื่อใช้เป็นจุดเริ่มต้นในการออกแบบกติกาของไทยเอง
หากการปฏิรูปเดินหน้าได้เต็มที่ ไทยจะได้ประโยชน์อะไรบ้าง (ในมุมมองเชิงนโยบาย)
แม้ปัจจุบันการปฏิรูปการพนันในไทยจะยังไม่เสร็จสมบูรณ์ แต่การมองภาพอนาคตเชิงบวกก็ช่วยให้เราเห็นว่าทำไมการออกแบบนโยบายอย่างรอบคอบและรับผิดชอบจึงคุ้มค่าที่จะผลักดัน
1. รายได้รัฐเพิ่มขึ้นอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้
เมื่อกิจกรรมการพนันที่มีอยู่แล้วถูกดึงเข้าสู่ระบบ ภายใต้การกำกับอย่างชัดเจน รัฐสามารถจัดเก็บ
- ภาษีจากผู้ประกอบการที่ได้รับใบอนุญาต
- ค่าธรรมเนียมใบอนุญาตและค่าใช้จ่ายด้านการกำกับดูแล
รายได้นี้สามารถนำไปใช้เพื่อประโยชน์สาธารณะ เช่น
- กองทุนป้องกันและแก้ไขปัญหาติดพนัน
- การลงทุนด้านการศึกษาและทักษะแรงงาน
- การดูแลสุขภาพจิตและฟื้นฟูครอบครัวที่ได้รับผลกระทบ
เมื่อรายได้เกิดขึ้นอย่างโปร่งใสและตรวจสอบได้สังคมก็สามารถร่วมกันกำกับดูแล ว่าการใช้เงินเหล่านี้สร้างประโยชน์กลับคืนสู่ประชาชนจริงหรือไม่
2. ไทยยกระดับการท่องเที่ยวและเศรษฐกิจบริการ
ในระดับภูมิภาค มีหลายประเทศที่ใช้Entertainment Complexเป็นเครื่องมือดึงดูดนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง พร้อมผสมผสานบริการโรงแรม ศูนย์ประชุม ช็อปปิง และความบันเทิงรูปแบบอื่น ๆ หากไทยสามารถออกแบบโมเดลที่เหมาะสมกับบริบทของตนเองได้ ก็มีโอกาสที่จะ
- ดึงดูดนักลงทุนต่างชาติในภาคบริการและการท่องเที่ยว
- สร้างงานคุณภาพในภาคโรงแรม บริการ และการจัดงานนานาชาติ
- ต่อยอดอัตลักษณ์ไทยด้านวัฒนธรรม อาหาร และศิลปะ เพื่อสร้างประสบการณ์ครบวงจร
ทั้งหมดนี้ต้องอยู่ภายใต้กรอบการกำกับดูแลที่จริงจังและชัดเจน เพื่อให้การเติบโตทางเศรษฐกิจเดินหน้าควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคม
3. สร้างระบบคุ้มครองและช่วยเหลือผู้เล่นอย่างเป็นทางการ
หนึ่งในข้อดีสำคัญของการดึงการพนันเข้าสู่ระบบคือ การที่รัฐสามารถสร้าง“เครื่องมือป้องกันความเสี่ยง”ได้จริง แทนที่จะปล่อยให้ผู้เล่นต้องเผชิญปัญหาตามลำพังในตลาดเถื่อน
มาตรการเช่นนี้อาจรวมถึง
- ระบบยืนยันตัวตนและจำกัดอายุของผู้เล่น
- ทางเลือกให้ผู้เล่นสามารถกำหนดวงเงินหรือเวลาการเล่นล่วงหน้าเพื่อป้องกันการใช้เกินตัว
- บริการสายด่วนปรึกษาและโปรแกรมฟื้นฟูสำหรับผู้ที่เริ่มมีปัญหาติดพนัน
- กลไกให้ครอบครัวหรือบุคคลใกล้ชิดสามารถแจ้งขอจำกัดสิทธิการเล่นในกรณีเสี่ยงรุนแรง
การป้องกันเชิงรุกเหล่านี้ทำได้ยากมาก ในสถานการณ์ที่การพนันส่วนใหญ่อยู่นอกกฎหมายเพราะรัฐไม่สามารถเข้าถึงหรือเก็บข้อมูลผู้เล่นอย่างเป็นระบบได้
4. เพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมาย ลดภาระระบบยุติธรรม
เมื่อมีกฎเกณฑ์ชัดเจนว่าอะไรคือการพนันที่อนุญาตได้ภายใต้เงื่อนไขและอะไรที่ยังคงต้องห้ามอย่างเด็ดขาด เจ้าหน้าที่รัฐก็สามารถใช้ทรัพยากรด้านการบังคับใช้กฎหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
- มุ่งปราบปรามเครือข่ายผิดกฎหมายที่ไม่เข้าเกณฑ์ใด ๆเช่น กลุ่มฟอกเงินหรือองค์กรอาชญากรรม
- ลดภาระการจับกุมกิจกรรมรายย่อยที่อยู่ใน “พื้นที่สีเทา”
- สร้างระบบตรวจสอบเส้นทางการเงินอย่างเป็นทางการ ลดโอกาสฟอกเงิน
ในภาพใหญ่ ระบบยุติธรรมย่อมมีพื้นที่และพลังไปเน้นกับอาชญากรรมที่สร้างความเสียหายรุนแรงต่อสังคมได้มากขึ้น
ก้าวต่อไปของไทย : ปฏิรูปอย่างไรให้ “สมดุล” และยั่งยืน
คำถามสำคัญไม่ใช่ว่า“ควรมีหรือไม่มีการพนัน”เพราะในความเป็นจริง การพนันมีอยู่แล้วในรูปแบบต่าง ๆ แต่คำถามคือ“เราจะออกแบบระบบอย่างไรให้สังคมได้ประโยชน์สูงสุดและความเสี่ยงต่ำที่สุด”ต่างหาก
จากบทเรียนของความพยายามปฏิรูปที่ผ่านมา แนวทางที่ดูมีศักยภาพในเชิงบวกสำหรับอนาคต คือการเดินหน้าอย่างเป็นขั้นตอนและโปร่งใส เช่น
- เริ่มจากการยอมรับข้อเท็จจริงว่ามีกิจกรรมการพนันอยู่แล้ว และต้องการการกำกับดูแล
- กำหนดเป้าหมายชัดเจนว่าต้องการอะไรจากการปฏิรูป เช่น ลดปัญหาใต้ดิน เพิ่มรายได้รัฐ คุ้มครองผู้เล่น
- นำข้อมูลและงานวิจัยมาขับเคลื่อนแทนการตัดสินใจจากอคติหรือความกลัวเพียงอย่างเดียว
- รับฟังทุกภาคส่วนทั้งผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต นักเศรษฐศาสตร์ นักกฎหมาย ภาคธุรกิจ และภาคประชาชน
- เริ่มนำร่องในระดับจำกัดเพื่อทดลองโมเดลกำกับดูแลและประเมินผล ก่อนขยายขอบเขต
การเดินหน้าปฏิรูปแบบนี้ แม้อาจใช้เวลาและต้องผ่านการถกเถียงอย่างเข้มข้น แต่มีโอกาสสูงที่จะทำให้ไทยได้ระบบการพนันที่ “รับผิดชอบ และอยู่บนฐานข้อมูลจริง”มากกว่าการห้ามที่ไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงในสังคม
สรุป : ความพยายามที่ยังไม่สำเร็จ วันนี้อาจกลายเป็น “ทุนทางนโยบาย” ของวันพรุ่งนี้
เมื่อมองผิวเผิน อาจรู้สึกว่าความพยายามปฏิรูประบบการพนันในไทยล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่าเพราะเรายังไม่เห็นคาสิโนถูกกฎหมาย หรือระบบกำกับดูแลใหม่ที่ชัดเจน อย่างไรก็ตาม หากมองลึกลงไปจะพบว่า
- สังคมไทยกล้าพูดเรื่องการพนันมากขึ้นอย่างเปิดเผยและใช้เหตุผล
- มีข้อมูลและงานวิจัยที่พร้อมต่อยอดสู่การออกแบบนโยบายคุณภาพสูง
- เราได้เห็นทั้งโอกาสเชิงเศรษฐกิจและความเสี่ยงเชิงสังคมชัดเจนมากขึ้น
- มีตัวอย่างจากต่างประเทศให้เรียนรู้ ทั้งด้านความสำเร็จและข้อควรระวัง
ทั้งหมดนี้คือ“ทุนทางนโยบาย”ที่กำลังสะสมพลัง และอาจกลายเป็นจุดตั้งต้นสำคัญ หากประเทศไทยตัดสินใจเดินหน้าปฏิรูปการพนันอย่างจริงจังในอนาคต
ท้ายที่สุด เป้าหมายไม่ได้อยู่ที่การทำให้การพนันหายไปจากสังคม เพราะนั่นอาจไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง แต่อยู่ที่การสร้างสมดุลที่ดีที่สุดระหว่างรายได้ เศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการคุ้มครองผู้คนให้มากที่สุดต่างหาก ซึ่งหากทำได้สำเร็จ ไทยก็มีโอกาสก้าวสู่โมเดลการกำกับดูแลการพนันที่ทั้งทันสมัย มีความรับผิดชอบ และเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างแท้จริง